รีวิว เชลซี

ทีมเชลซีนั้นมีปัญหามาตั้งแต่ก่อนเริ่มฤดูกาล หลังจากที่ถูกยูฟ่าแบนห้ามลงทะเบียนนักเตะใหม่ ทำให้พวกเขาไม่สามารถซื้อใครมาลงเล่นให้กับทีมได้ในช่วงต้นฤดูกาล ทำให้มีปัญหาตั้งแต่ตัวกุนซือเลยทีเดียว ซึ่งทำให้เมาริซิโอ ซาร์รี่ หนีไปคุมยูเวนตุสในบ้านเกิด ซึ่งพวกเขาต้องไปดึงแฟรงค์ แลมพาร์ดเข้ามาคุมทีมแทน ทั้งที่พึ่งมีประสบการณ์คุมทีมเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น แต่ช่วงแรกนั้นเขาทำให้ “สิงโตน้ำเงินคราม” ทำผลงานได้ไม่เลวทีเดียว แต่พอเล่นไปซักระยะหนึ่งก็เริ่มมีปัญหา โดยเฉพาะแนวรับที่ตอนนั้นอันโตนิโอ รูดิเกอร์ก็บาดเจ็บ และพอหายเจ็บกลับมาแล้วก็ยังอุดรูรั่วไม่ได้ ยังดีที่แนวรุกยังพอมีประสิทธิภาพอยู่จากแทมมี่ อบราฮัม ทำให้พวกเขายังพอเอาตัวรอดไปได้ แต่ปัญหาที่แท้จริงของเชลซีในช่วงที่ผ่านมาก็คือความสม่ำเสมอในการเล่นนั่นเอง ซึ่งพวกเขาก็อาการเดียวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดช่วงก่อนหน้านี้ คือเล่นดีเฉพาะกับทีมใหญ่ และมักพลาดท่าให้กับทีมเล็ก และที่แปลกของยุคแฟรงค์ แลมพาร์ดคือพวกเขามีผลงานนอกบ้านดูจะดีกว่าผลงานในบ้านเสียด้วยซ้ำ ซึ่งทำให้ฤดูกาลหน้าก็ยังไม่รู้ว่าเขาจะได้โอกาสคุมทีมในถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์ต่อไปหรือไม่ ซึ่งทำให้ทีมตัดสินใจไม่ซื้อนักเตะใหม่ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ยื่นอุทธรณ์สำเร็จจนสามารถซื้อตัวนักเตะใหม่ในตลาดหน้าหนาวได้แล้วแท้ๆ แต่ก็เลือกที่จะเก็บเงินไว้ลุยทีเดียวตอนปิดฤดูกาล

รีวิว เลสเตอร์ ซิตี้

ทีม “จิ้งจอกสยาม” ยกระดับตัวเองให้ขึ้นมาอยู่ในโซนหัวตารางได้อย่างน่าประทับใจฤดูกาลนี้ ทั้งๆ ที่ก่อนเริ่มฤดูกาลทีมต้องเสียแฮร์รี่ แม็คไกวร์  ปราการหลังตัวเก่งออกจากทีมไป แต่ว่าเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ก็ยังสามารถทำให้ทีมเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาลนี้ ซึ่งต้องชื่นชมการบริหารของฝ่ายบอร์ดบริหารของสโมสรด้วย ที่หานักเตะเข้ามาทดแทนตัวหลักๆ ที่เสียไปมาได้โดยตลอด ทำให้ทีมนี้ยังรันผลงานในลีกสูงสุดต่อไปได้อย่างสบาย แต่ว่าก็มีเรื่องที่น่ากังวลใจเช่นกัน เพราะในระยะหลังมานี้ทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ก็แผ่วลงอย่างเห็นได้ชัดหากเทียบกับช่วงครึ่งฤดูกาลแรก และคะแนนที่พวกเขาเหนือกว่าทีมที่ตามมาตอนนี้นั้นเหมือนเป็นบุญเก่าจากช่วงต้นฤดูกาลที่พวกเขาทำได้ดี ทำให้คะแนนยังห่างจากทีมตามหลังอีกเล็กน้อย และยังพอหายใจสะดวกอยู่ แต่ว่าหากผลงานยังไม่กระเตื้องหลังจากนี้ มีโอกาสเช่นกันที่พวกเขาอาจจะหลุดจากบัลลังค์ท็อปโฟร์ตอนจบฤดูกาล และสิ่งที่น่ากังวลของทีมในตอนนี้ก็คือการที่พวกเขาเริ่มทำประตูได้น้อยลงอย่างน่าใจหาย ซึ่งจะไปพึ่งแต่เพียงเจมี่ วาร์ดี้ ดาวซัลโวของทีมแค่เพียงคนเดียวคงจะไม่ไหวเช่นกัน       ถึงแม้ว่าเลสเตอร์ ซิตี้ จะมีผลงานที่แย่ลงในระยะหลัง แต่ที่พวกเขายังสามารถรักษาระยะห่าง และยังอยู่ในโซนไปเล่นฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลหน้าได้ก็เพราะทีมที่ตามหลังมาทั้งเชลซี แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ต่างก็มีมาตรฐานที่ไม่ดีพอในฤดูกาลนี้เช่นกัน

รีวิว แมนซิตี้

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในฤดูกาลนี้นั้นมาตรฐานการเล่นของพวกเขาตกลงไปจาก 2 ฤดูกาลล่าสุดที่ทีมเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างชัดเจน ซึ่งตอนนี้ยังไม่จบฤดูกาลกลับแพ้ไปแล้วถึง 6 นัดทีเดียว ซึ่งทั้งให้การลุ้นแชมป์นั้นหมดหวังไปตั้งแต่เริ่มมีใหม่มาแล้วด้วยซ้ำ ปัญหาของทีม “เรือใบสีฟ้า” ในฤดูกาลนี้ก็คือการบาดเจ็บของนักเตะในตำแหน่งแผงหลัง โดยเฉพาะปราการหลังตัวกลางที่อเมริค ลาปอร์ก กองหลังตัวหลักของพวกเขามีช่วงที่เจ็บไปยาว ทำให้เป็ป กวาดิโอล่านั้นต้องจับแฟร์นานดินโญ่ลงมาเล่นเป็นเซ็นเตอร์แบ็คแบบถาวรในฤดูกาลนี้ และบางนัดเขาต้องจับคู่กับโรดรี้ กองกลางตัวรับชาวสเปนอีกคนด้วย เพราะดูเหมือนว่ากุนซือชาวสเปนจะไม่ค่อยไว้ใจกองหลังทีเหลือของทีม ทั้งจอห์น สโตน รวมไปถึงนิโคลัส โอตาเมนดี้ด้วย ที่ไม่ได้มีอาการบาดเจ็บอะไร แต่กลับต้องเป็นตัวสำรองของแฟร์นานดินโญ่เท่านั้น       อีกสิ่งหนึ่งที่หายไปของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในช่วงที่ผ่านมาก็คือการบาดเจ็บของเลรอย ซาเน่ ปีกหัวฟูชาวเยอรมัน ที่บาดเจ็บมาตั้งแต่ศึกคอมมูนิตี้ ชีลด์ ทำให้แนวรุกของทีมนั้นมีข้อจำกัดหลายอย่าง และทำให้นักเตะหลายคนต้องลงสนามอย่างต่อเนื่อง จนไม่สามารถเค้นฟอร์มเก่งเหมือนอย่างปีก่อนๆ ออกมาได้ รวมถึงปัญหานอกสนามอีกที่มีปัญหากฏไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์ ที่ไม่รู้ว่าพวกเขาจะสามารถอุทธรณ์โทษให้ลดลง หรือว่าจะรอดไปเลยได้อย่างไร ช่วงที่เหลือของฤดูกาลพวกเขาก็คงเล่นให้เต็มที่ที่สุดแค่นั้น

รีวิว ลิเวอร์พูล

ทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ว่าที่แชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ ซึ่งจะถือว่าเป็นแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกของสโมสรในรอบ 30 ปีอีกด้วย ซึ่งก็เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกของพวกเขาด้วยเช่นกัน ซึ่งฤดูกาลนี้ก็เป็นฤดูกาลที่ลิเวอร์พูลต่อยอดความสำเร็จมาจากการเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว ซึ่งก็เป็นชุดผู้เล่นเดิมที่แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด และไม่ได้มีการซื้อนักเตะใหม่เข้ามาเพิ่มด้วย ซึ่งตอนแรกนั้นเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันก็ถูกตำหนิมากทีเดียวในตอนที่ตลาดซื้อขายนักเตะปิดใหม่ๆ แต่หลังจากนั้นผลงานของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ก็ได้ยืนยันเป็นคำตอบที่ชัดเจนแล้วว่าสิ่งที่กุนซือชาวเยอรมันตัดสินใจไม่ซื้อนักเตะใหม่นั้นเป็นการคิดถูกเป็นอย่างยิ่ง เมื่อทีมยังนำเป็นจ่าฝูงของพรีเมียร์ลีกอยู่ในเวลานี้ และกำลังจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วยการไม่แพ้ใครตลอดฤดูกาลอีกด้วย อีกทั้งยังมีโอกาสทำคะแนนเหนือกว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่เคยทำไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้วที่ 100 คะแนนอีกด้วย       ฟอร์มการเล่นในช่วงที่ผ่านมาของลิเวอร์พูลจะว่ายอดเยี่ยมก็คงใช่ เพราะสามารถเก็บชัยชนะได้หมดในพรีเมียร์ลีก และหลุดเสมอไปเพียงแค่นัดเดียวเท่านั้น แต่ว่าหากเจาะลึกลงไปในรายละเอียดแล้วมีหลายนัดทีเดียวที่พวกเขาควรจะแพ้ไปแล้ว หรือว่าควรจะมีผลเสมอที่มากกว่านี้ แต่ถึงอย่างไรแล้วมาตรฐานของเขาก็ยังดูเหนือกว่าคู่แข่งในพรีเมียร์ลีกทีมอื่นอยู่ดี